วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559


แล้วเราก็มาพบกันเป็นครั้งสุดท้ายเล้ว!!

เราจึงอยากจะมาฝากข้อคิดดีๆในการใช้ชีวิตในการทำงานของเราในแต่ละวันให้มีความสุข สนุกกับงานของในและทำอย่างเต็มที่
เราจึงมีข้อคิดดี  "ทำงานอย่างไรให้มีความสุข ข้อคิดจาก ว.วชิรเมธี"   มาฝากทุกคนค่ะ



1. ทำงานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุก ๆ วันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์-อาทิตย์แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก


2. ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคน งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุด คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน






3. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด


4. เป็นนักประสานสิบทิศ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน จนกล่าวได้ว่า งานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์






ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

http://hilight.kapook.com/view/45089

                                                                                                                                                                                                                                                                  www.punica.co.th


เมื่อเราพูดถึงการทำงานกะกลางคืนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการรักษาสุขภาพ อุบัติเหตุจากเครื่องจักร และการป้องกัน 
คราวนี้เราจึงกลับมาตะหนักในเรื่องของสุขภาพสำหรับ 

ทำงานกะกลางคืน เสี่ยงโรคร้าย ต่อสุขภาพ

 การทำงานกะกลางคืนในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนนั้นส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง มาดูกันเถอะ

ทำลายการนอน

          จากการศึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องเข้าเวรในเวลาการคืน ทำให้ได้พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการทำงานในช่วงเวลากลางคืนกับการนอนที่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยจากการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Workplace Health & Safety แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องเข้าเวรในเวลากลางคืนและนอนหลับน้อยกว่าหกชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงเป็นสองเท่าที่จะมีการนอนที่ไม่ดีเมื่อเทียบกับคนที่มีเวลานอนหกชั่วโมงขึ้นไป 

        
ทำงานกะดึก เสี่ยงโรคร้าย ทำลายสุขภาพ
 เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

          การวิจัยที่เกี่ยวกับการทำงานในกะกลางคืนกับความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าผู้หญิงถ้าหากมีชั่วโมงการทำงานที่ผิดปกติ
 
         
 เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน
          การนอนหลับไม่เพียงพอหรือการนอนหลับที่ขัดแย้งกับนาฬิกาตามธรรมชาติของร่างกายจะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนได้ 

    ความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น
          เป็นที่น่าตกใจว่าการทำงานในกะกลางคืนสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิงได้ถึง 30% และจากการศึกษาในวารสารเกี่ยวกับมะเร็งพบว่า ผู้หญิงที่ทำงานในกะกลางคืนติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงพอ ๆ กับผู้หญิงที่ทำงานเพียง 2 -3 คืนต่อสัปดาห์

 ส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ

          การทำงานกะกลางคืนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลินลดลง จากการศึกษาในปี 2009 ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร the National Academy of Sciences แสดงให้เห็นอีกว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่ร้ายแรงอย่างเช่นโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

ทำงานกะดึก เสี่ยงโรคร้าย ทำลายสุขภาพ

 เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

          การวิจัยซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษพบว่า การทำงานในกะกลางคืนมีแนวโน้มจะทำให้เกิดการหัวใจวายได้มากขึ้น มีการศึกษารวม 34 ชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงอัตราของการเกิดหัวใจวายซึ่งเกิดจากการทำงานในกะกลางคืนที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2009 และ 2010 ในประเทศแคนาดาซึ่งมีถึง 7% และในช่วงยังพบว่ามีถึง 7.3% ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และ 1.6% เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

 เกิดอุบัติเหตุในการทำงานมากขึ้น

          จากการศึกษาของดอกเตอร์ Imelda Wong นักวิจัยจากสาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย แสดงให้เห็นถึงการทำงานในกะกลางคืนมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุและได้รับการบาดเจ็บในเวลาทำงานมากกว่าคนที่ทำงานในช่วงเวลาปกติ เพราะการทำงานกะกลางคืนนั้นทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการนอน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการง่วงหรือเมื่อยล้า ซึ่งสามารถนำไปสู่อุบัติเหตุภายในที่ทำงานได้

 เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า


           มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการทำงานกะกลางคืนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิต ตัวอย่างเช่นการศึกษาในวารสารนานาชาติ Occupational and Environmental Health ได้แสดงว่าผู้คนที่ทำงานในกะกลางคืนมีอาการของภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนที่ทำงานในช่วงเวลาปกติ

         

          
        ถึงแม้ว่าการทำงานในเวลากลางคืนจะมีข้อเสีย แต่คงมีหลายคนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว คนที่ทำงานในกะกลางคืนก็ควรที่จะระแวดระวังและหมั่นดูแลและใส่ใจสุขภาพให้มากกว่าเดิมก็จะสามารถช่วยให้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ลดน้อยลงได้ และควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ ที่จะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ




ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
                                                                                       
                                                                                                http://health.kapook.com/view96326.html


การป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร

   เมื่อรู้ถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดจากเครื่องจักรในการทำงานแล้ว  ตอนนี้เราก้อมารู้วิธีการป้องกันที่อาจเกิดขึ้นเพื่อลดน้อยลงและพึ่งระวัง


  1.  ป้องกันไม่ให้คนสัมผัสกับส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาของเครื่องจักร เ่ช่น เกียร์ ปุลเล่ สายพาน ใบมีดตัด ฯลฯ
       2.  ป้องกันมิให้คนสัมผัสกับลักษณะงานที่เป็นอันตรายมาก เช่น ป้องกันการกระเด็นของวัตถุ ถูกตา ใบหน้า ป้องกันถูกเลื่อยตัด

        3.     ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการชำรุดของเครื่องจักร เนื่องจากเครื่องจักรขาดการบำรุงรักษา ใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือใช้เครื่องจักรเกินกำลัง เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้เครื่องจักร


        4.  ป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ หรือป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า เนื่องจากระบบไฟฟ้าชำรุด หรือ ต่อไว้ไม่ถูกต้อง


     5. ป้องกันอันตรายเนื่องจากความบกพร่องของตัวผู้ใช้เอง เช่น ง่วง เหนื่อย เมื่อย เมื่อยล้า เจ็บป่วย เป็นต้น

   

การออกแบบถูกต้องตามมาตรฐาน สามารถประกอบกับเครื่องจักรได้เหมาะสม ส่วนใหญ่จะติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องจักร  สามารถป้องกันอันตรายได้มากที่สุด และทั่วบริเวณการทำงานของคนงาน เซฟการ์ดที่ติดตั้งจะต้องไม่ก่อให้มีจุดอ่อนเป็นชนวนให้เกิดอันตรายกับคนที่ใช้เครื่องจักรนั้น

เมื่อติดตั้งเซฟการ์ดจะต้องไม่รบกวน ขัดขวางการทำงานจนทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ลดลงหรือเกิดความไม่สะดวกสะบายต่อผู้ใช้เครื่องจักรมีความเหมาะสมกับงาน หรือเครื่องจักรนั้นโดยเฉพาะ สะดวกต่อการปรับแต่ง การตรวจสอบ การบำรุงรักษา และการซ่อมแซม ต้องทนทานต่อการกัดกร่อนของกรด ด่างวัสดุที่ใช้ต้องคงทน แข็งแรง สามารถรับน้ำหนัก แรงกระแทกและแรงกดได้เป็นอย่างดี
 





ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ
 http://www.welovesafety.com/15105759/


สวัสดีค่ะ

วันนี้เราจะมาแนะนำ ให้ข้อมูลในการรักษาความปลอดภัยของพนักงานโรงงานกับเครื่องจักรในอุตสาหกรรมกันค่ะ

ความปลอดภัยในโรงงาน
 ความปลอดภัย หมายถึง การที่ร่างกายปราศจากอุบัติภัย หรือทรัพย์สินปราศจากความ เสียหายใด ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์หรือสัตว์ตัองการความปลอดภัยทั้งสิ้น ความปลอดภัยจะเป็น ประโยชน์มากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหรือการกระทําของตนเอง 



ความปลอดภายในโรงงาน  คือ สภาพที่ปลอดภัยจากอุบัติภัยต่าง ๆ อันจะเกิดแก้ร่างกายชีวิตหรือ ทรัพย์สินในขณะปฏิบัติงานในโรงงาน ซึ่งก็คือสภาพการทํางานที่ถูกต้องโดยปราศจาก “อุบัติเหตุ” ในขณะทํางานนั่นเอง  

อุบัติเหตุ อาจนิยามได้ว่า คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่พึงประสงค์ในระหว่างการทํางาน และมีผลไปขัดขวางหรือก่อผลเสียหายแก่การทํางานนั้น ในโรงงานต่าง ๆ นั้น ย่อมจะเกิดอุบัติเหตุกับระบบต่าง ๆ ได้มาก อาทิ - เครื่องจักรเครื่องกล - ระบบไฟฟ้า - ระบบขนส่งหรือขนถ่ายวัสดุ - เครื่องมือกล - วัสดุดิบ สารเคมี สารไวไฟ ฯลฯ - ตัวอาคารโรงงาน , ทางเดินและที่อื่น 



ซึ่งในการเกิดอุบัติเหตุอาจแบ่งออกเป็นประเภทดังนี้
 - เกิดผลเสียแก่อาคาร เครื่องจักรหรือทรัพย์สินของส่วนรวม 
- เกิดผลเสียต่อคนงานโดยตรง อุบัติเหตุที่เกิดแก่ชีวิตร่างกาย
 จากสถิติที่ประเมินมาพบว่า อุบัติเหตุที่เกิดแก่ร่างกายของคนงานคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ความ บ่อย ๆ ครั้งใน

การเกิดดังนี้ พบว่า
 24.20% เกิดที่นิ้วมือ 
15 % เกิดที่ตา 
13.21% เกิดที่เท้า 
18.53 % เกิดที่มือ 
5.73 % เกิดที่ขา
 5.14 % กิดที่แขน



ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ

https://www.rsu.ac.th/engineer/esc/images/

สวัสดี

 เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง.......จากที่ได้กล่าวกันไปในครั้งที่แล้ว

วันนี้เราก็จะกลับมา แนะนำ อาหารของคนที่ทำงานกะกลางคืน


คำแนะนำสำหรับคนทำงานกลางคืนต้องพิเศษหน่อยครับ เพราะอาชีพนอนดึกคืออาชีพที่เอาชีวิตในอนาคตมาแลก
เอาสุขภาพแลกเงินนั่นละครั

อาหารเฉพาะสำหรับมนุษย์นอนดึกมีดังต่อไปนี้ครับ
1) เนื้อสีขาว หาเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ ทานบ้างครับ เพราะสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนนอนดึก ได้แก่โดพามีน,เอพิเนฟริน
2) กาบ้า (GABA) เป็นสารช่วยสื่อประสาทสมองทำให้ความจำดีคิดอ่านได้ว่องไว มีมากในข้าวกล้องงอก,มอลต์,ข้าวบาเลย์,ถั่วแดง,ถั่วดำ,ลูกเดือยและธัญพืชอื่น ๆ ครับ
3) โคลีน (Choline) มีมากในถั่วเหลือง,ไข่แดง เป็นเคมีที่ช่วยสร้างความปรองดองเชื่อมโยงถึงกันในสมอง ป้องกันความจำเสื่อม ช่วยให้สมาธิและความจำไม่สะดุดลงด้วยอาการอดนอนครับ
4) ช็อกโกแลตดำ(Dark Chocolate) ท่านที่อยากหาเครื่องดื่มชูกำลังเสริมขอให้เลือกเป็น “โกโก้ร้อน” แทนเพราะมี “ฟลาโวนอยด์” ช่วยให้เลือดไหลลื่นในสมองป้องกันเส้นเลือดอุดตันครับ

5) โอเมก้า(Omega fatty acid) เลือกหาจากเนื้อปลาแต่ว่าลดการบริโภคน้ำมันพืชให้น้อยลงครับ ให้รับประทานปลาทูวันละ 2 ตัวหรือทูน่ากระป๋องก็ยังได้ครับ
6) ไบโอติน(Biotin) กินได้จาก “ไข่แดง” อย่างน้อยวันละ 1 ฟองปลอดภัยทานได้ครับ ไบโอตินช่วยบำรุงสมองและเส้นผมได้ดี เหมาะกับท่านที่อยู่ดึกและใช้สมองมาก
7) ใบบัวบก(Centella asiatica) เป็นคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติและยังมีสารช่วยลดการอักเสบของร่างกายจากภาวะนอนดึก หาบัวบกรับประทานสดหรือเอามาปั่นเป็นน้ำคั้นสีเขียวดื่มบ่อยๆ ช่วยให้สดชื่นตื่นตัวดีครับ
8) ใบแปะก๊วย(Ginkgo biloba) ย้ำว่าเป็นส่วนของ “ใบ” นะครับไม่ใช่เม็ดแปะก๊วยที่เอามาใส่นมสดซดเล่น ในใบของแปะก๊วยมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันสมอง สามารถหาทานได้ในรูปแบบอาหารเสริมครับ
9) วิตามินบี(B Vitamin) ของดีที่ช่วยเส้นประสาททั้งร่างกายอีกทั้งสมองให้ตื่นตัวได้แม้ในยามอดนอน วิตามินบีมีดีแทบทุกตัวครับทั้ง บี1,บี2,บี6,บี12 และอีกหลายๆบี มีผลกระตุ้นสมองป้องกันอาการง่วงมึนซึมครับ
10) ดื่มน้ำให้มาก(Hydration) สุดท้ายนี้ง่ายๆที่สุดแต่มักถูกมองข้ามคือการ “ดื่มน้ำสะอาด” ครับ น้ำเปล่าธรรมดานี่เองครับที่ดีต่อสมองเป็นที่สุดเพราะก้อนสมองต้องอาศัยน้ำในการบำรุงเช่นเดียวกับร่างกายที่นอนดึก ท่านที่รักลองสังเกตว่านอนดึกแล้วปากแห้งเพราะร่างกายคนนอนดึกไม่ได้พักจึงมีการสูญเสียน้ำไปจนปากคอเป็นผง

หวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับทุกคนน่ะค่ะ   อย่ามั่วแต่ทำงานแล้วจนลืมดูแลสุขภาพตัวเองกันล่ะ
แล้วกลับมาเจอกันใหม่น่ะค่ะ....


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ
http://health.kapook.com/view102421.html



เมื่อทำงานหนัก ร่างกายก็ต้องการสิ่งที่ดี  "วันนี้เราจึงจะมานำเสนอเทคนิคดีๆให้กับคนที่ทำงานเป็นกะ" 


          มีหลากหลายอาชีพในสังคมที่ต้องผลัดกันทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพสายบริการ เช่น พนักงานโรงแรม แพทย์ พยาบาล ตำรวจ หรืออาชีพสายอื่น ๆ เช่น พนักงานโรงงานอุตสาหกรรม นักจัดรายการวิทยุ ฯลฯ ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า "การทำงานเป็นกะ" ขึ้น มีทั้งกะเช้า กะบ่าย กะดึก หรือบางคนอาจต้องทำหลายกะหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าการทำงานแบบนี้ย่อมต้องส่งผลต่อนาฬิกาชีวิตของคนคนนั้นอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ดูแลร่างกายให้ดี สุขภาพก็จะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ลองมาดูเทคนิคที่จะช่วยให้มนุษย์กะทั้งหลายจัดการชีวิตได้ดีขึ้นกัน

กินอาหาร

เทคนิคการกิน

          มนุษย์กะบ่ายและกะดึก ที่ต้องทำงานค่อนคืนหรือทั้งคืนอาจต้องทนกับอาการหิวระหว่างทำงาน จะทานอะไรก็กลัวว่าจะผิดเวลา หรือห่วงอ้วนต่าง ๆ นานา ลองทำตามเทคนิคด้านล่างนี้ดูสิ

          สำหรับมนุษย์กะบ่าย ที่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงบ่าย และเลิกงานกลางดึก ให้ทานมื้อหนักก่อนเข้างาน ถ้าหิวระหว่างงานให้ทานผลไม้หรือขนมปังกรอบ และทานอีกเล็กน้อยหลังเลิกงาน

          มนุษย์กะดึก ควรทานมื้อเล็ก ๆ ก่อนเข้างาน ระหว่างงานทานได้เหมือนกะบ่าย และให้ทานมื้อใหญ่เป็นมื้อเช้าไปเลย

          หลีกเลี่ยงการทานของหวาน ของมันเพื่อแก้ง่วง หากทานจนติดเป็นนิสัยอาจได้โรคร้ายตามมา และเลี่ยงการทานอาหารที่ย่อยยากซึ่งจะส่งผลต่อการนอนได้

          เครื่องดื่มคาเฟอีนต่าง ๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่หากต้องดื่มจริง ๆ ก็ให้ดื่มก่อนเข้างานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ช่วงเวลา 8 ชั่วโมงก่อนเข้านอนให้งดกาเฟอีนเพื่อป้องกันอาการนอนไม่หลับ

การนอน

เทคนิคการนอน

          เรื่องนอนเป็นเรื่องใหญ่ของคนที่ทำงานเป็นกะทั้งหลาย ไหนจะนาฬิกาชีวิตที่ไม่ตรงกับคนอื่น ไหนจะการนอนไม่หลับในตอนกลางวัน ยิ่งบางคนต้องเปลี่ยนกะไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งปรับตัวได้ลำบาก

           เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเอาเวลาไปเที่ยวเล่นหรือปาร์ตี้ เพราะถ้าหากง่วงจนหลับในในเวลางานอาจเกิดอุบัติเหตุ หรือทำงานผิดพลาดได้

          ก่อนเข้านอนอาจอาบน้ำให้สบายตัว อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง เพื่อสร้างความผ่อนคลายจากการทำงาน เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง

           หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดระหว่างทางกลับบ้าน วิธีนี้จะทำให้คุณนอนหลับง่ายขึ้น เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นสมองให้เรารู้สึกไม่ง่วงนอน แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดระหว่างเดินทาง

          ป้องกันตัวเองจากการถูกรบกวนระหว่างนอนหลับด้วยการติดตั้งผ้าม่านหนาทึบกันแสงแดดส่อง และปิดโทรศัพท์มือถือ

การเข้าสังคม

เทคนิคการปรับตัวเข้าสังคม

          เพราะการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนอื่น อาจทำให้มนุษย์กะทั้งหลายมีปัญหากับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรักได้

           พยายามจัดตารางชีวิต ใช้เวลาว่างที่มีให้ตรงกันกับคนรอบข้าง อาจเลือกกิจกรรมที่ทำได้ตลอดเวลา เช่น ดูหนัง เล่นเกม หรือทานข้าว

           หาเวลาช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ อย่าให้เขาว่าได้ว่าเอาแต่ทำงานข้างนอก ไม่สนใจงานในบ้าน

          เข้าสังคมเมื่ออยู่ในที่ทำงานบ้าง เพราะพวกเขาคือเพื่อนที่มีนาฬิกาชีวิตเหมือนกันกับคุณ

           ชวนคนใกล้ตัวออกกำลังกายด้วยกัน เพื่อคุณจะได้ใช้เวลากับคนรอบข้างพร้อม ๆ กับดูแลสุขภาพไปด้วย

Did You Know? 

           การงีบสั้น ๆ เป็นเวลา 15-30 นาที ก่อนเข้าทำงาน หรือในเวลาพัก จะช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่หากงีบนานกว่านั้นจะได้อาการมึน ๆ เบลอ ๆ มาแทน

           ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปไม่ควรทำงานเป็นกะ เพราะสุขภาพจะทรุดโทรมได้มากกว่าคนหนุ่มสาว

เทคนิคง่ายๆเหล่านี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาดเพราะจะช่วยให้สุภาพดีแล้วยังช่วยให้การใช้ชีวิตในการทำงานดียิ่งขึ้นอีก



ขอบคุณข้อมูล และรูปภาพ

http://health.kapook.com/view102421.html






พนักงานโรงงานอุตสาหกรรม(ผลัดกลางคืน)

กลับมาเจอกันอีกครั้งค่ะ.....วันนี้เรามีสาระดีๆมาฝาก
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย


สิทธิหน้าที่นายจ้าง ลูกจ้าง



1. เวลาทำงานปกติ
งานทั่วไป : ไม่เกิน 8 ชม./วัน หรือตามที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน และไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์
งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง : ได้แก่ งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี งานเชื่อมโลหะ งานขนส่งวัตถุอันตราย งานผลิตสารเคมีอันตราย งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือ หรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย และงานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย ซึ่งโดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล ให้มีเวลาทำงานปกติไม่เกิน 7 ชม./วัน และไม่เกิน 42 ชม./สัปดาห์
2. เวลาพัก
ระหว่างการทำงานปกติ : ไม่น้อยกว่า 1 ชม./วัน หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชม. ติดต่อกัน หรืออาจตกลงกันพักเป็นช่วง ๆ ก็ได้แต่รวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชม./วัน
งานในร้านขายอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่ม : ซึ่งเปิดจำหน่ายหรือให้บริการในแต่ละวันไม่ติดต่อกัน อาจพักเกิน 2 ชม./วันก็ได้ นายจ้างอาจจะไม่จัดเวลาพักได้กรณีเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือเป็นงานฉุกเฉิน ก่อนการทำงานล่วงเวลา : กรณีให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชม. ต้องจัดให้ลูกจ้างพักก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที
3. วันหยุด
วันหยุดประจำสัปดาห์ : ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ โดยให้มีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน สำหรับงานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอาจตกลงกันสะสมและเลื่อนวันหยุดประจำ สัปดาห์ไปหยุดเมื่อใดก็ได้ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน
วันหยุดตามประเพณี : ไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ และพิจารณาจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น
ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้หยุดชดเชยวันหยุดตาม ประเพณีในวันทำงานถัดไป สำหรับงานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม ฯลฯ อาจตกลงกันหยุดวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณี หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้
วันหยุดพักผ่อนประจำปี : ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน/ปี สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี อาจตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ไปรวมหยุดในปีต่อ ๆ ไปได้
4. การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา และทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน
นายจ้างอาจให้ทำงานในวันหยุด สำหรับกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม และสถานพยาบาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน
ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด รวมแล้วต้องไม่เกิน 36 ชม./สัปดาห์
5. วันลา
วันลาป่วย :
ลูกจ้าง ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไปนายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้น หนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้ หากลูกจ้างไม่อาจแสดงได้ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ วันที่ลูกจ้างไม่อาจทำงานได้เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยซึ่งเกิดจาก การทำงาน หรือวันลาเพื่อคลอดบุตรไม่ถือเป็นวันลาป่วย
วันลากิจ :
ลูกจ้างลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
วันลาทำหมัน :
ลูกจ้างลาเพื่อทำหมันและเนื่องจากการทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง
วันลารับราชการทหาร :
ลูกจ้างลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพล เพื่อตรวจสอบฝึกวิชาทหาร หรือทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารได้
วันลาคลอดบุตร :
ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยนับรวมวันหยุด
วันลาฝึกอบรม :
ลูกจ้าง มีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานของลูกจ้างตามโครงการหรือหลักสูตร ซึ่งมีกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนและชัดเจน และเพื่อการสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น ลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันลา นายจ้างอาจไม่อนุญาตให้ลาหากในปีที่ลาลูกจ้างเคยได้รับอนุญาตให้ลามาแล้วไม่ น้อยกว่า 30 วัน หรือ 3 ครั้งหรือแสดงได้ว่าการลาของลูกจ้างอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อ การประกอบธุรกิจของนายจ้าง
6. ค่าตอบแทนในการทำงาน
ค่าจ้าง :
จ่าย เป็นเงินเท่านั้น จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ถ้ากำหนดเวลาทำงานปกติเกิน 8 ชม./วัน ให้จ่ายค่าตอบแทนแก่ลูกจ้าง ซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนสำหรับการทำงานที่เกิน 8 ชม.ขึ้นไปไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วยในวันทำงาน และในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วยในวันหยุด
ค่าจ้างในวันหยุด :
จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ยกเว้นลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงาน ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์
ค่าจ้างในวันลา :
จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยไม่เกิน 30 วันทำงาน/ปี
จ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อทำหมัน
จ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อรับราชการทหาร ไม่เกิน 60 วัน/ปี
จ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร ไม่เกิน 45 วัน/ครรภ์
ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน :
จ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วย สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
ค่าทำงานในวันหยุด :
จ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วย สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด
จ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วย สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด
ค่าล่วงเวลาในวันหยุด :
จ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วย
ถ้านายจ้างไม่จัดให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือจัดให้หยุดน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดเสมือนว่าลูกจ้างทำงานในวันหยุด
ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทำงานและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง
ลูกจ้างทำงานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้าซึ่งได้รับค่านายหน้า
ลูกจ้างที่ทำงานขบวนการจัดงานรถไฟและงานอำนวยความสะดวกแก่การเดินรถไฟ งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ งานดับเพลิง หรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ งานที่มีลักษณะหรือสภาพไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สินอันมิใช่เป็นหน้าที่การทำงานตามปกติของลูกจ้าง งานขนส่งทางบก มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
ทั้งนี้นายจ้างอาจตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ก็ได้
หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนในการทำงาน :
จ่ายค่าตอบแทนในการทำงานแก่ลูกจ้างชายหญิงเท่าเทียมกันในงานที่มีลักษณะ คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน
จ่ายเป็นเงินตราไทย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง
กรณีจ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ หรือจ่ายณ สถานที่อื่นหรือด้วยวิธีอื่น ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้าง
จ่ายไม่น้อยกว่า ๑ ครั้ง/เดือน
กรณีเลิกจ้างให้จ่ายภายใน ๓ วันนับแต่วันเลิกจ้าง
กรณีนายจ้างเลิกจ้างมิใช่กรณีตามมาตรา ๑๑๙ ให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ
กรณีลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือนายจ้างเลิกจ้าง ให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ
การหักค่าตอบแทนในการทำงาน :
จะหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่ได้ยกเว้น
1. ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติ
2. ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
3. ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
4. เป็นเงินประกัน หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้าง
5. เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
การหักตาม 2, 3, 4 และ 5 ในแต่ละกรณีต้องไม่เกิน๑๐% และหักรวมกันได้ไม่เกิน 1 ใน 5 ของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่าย เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้าง


7. การพักงาน
นายจ้างจะสั่งพักงานลูกจ้างเพื่อสอบสวนความผิดได้ต่อเมื่อได้กำหนดอำนาจพักงานไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ต้องมีคำสั่งพักงานเป็นหนังสือระบุความผิดและกำหนดระยะเวลาพักงานไม่เกิน ๗ วัน โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบก่อน
จ่ายเงินไม่น้อยกว่า 50 % ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกพักงาน ในระหว่างการพักงานหากผลการสอบสวนเสร็จสิ้นปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิด ให้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานนับแต่วันที่ถูกพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ย 15%ต่อปีโดยคำนวณเงินที่จ่ายให้ระหว่างพักงานเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง
8. การหยุดกิจการชั่วคราว
กรณีนายจ้างจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยมิใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่า 3 วันทำการและต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
9.การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ
การบอกเลิกสัญญาจ้าง :
การจ้างมีกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้าง โดยนายจ้างและลูกจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
การจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างหรือลูกจ้างขอลาออกจากงาน ให้ฝ่ายนั้นบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง
สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา
การเลิกจ้าง :
การที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด
การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
ค่าชดเชย :
จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างดังต่อไปนี้
1. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
2.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 90 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
3.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 180 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
4.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 240 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
5.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
ข้อยกเว้นการไม่จ่ายค่าชดเชย
1. กรณีที่นายจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือกับลูกจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ซึ่งต้องเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะ ที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างโดยต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดแน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ทั้งนี้งานดังกล่าวนั้นจะต้องแล้วเสร็จ
ภายในเวลาไม่เกินสองปี
2. กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน ทั้งนี้หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน ๑ ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
ค่าชดเชยพิเศษ :
1. กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ และมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ
ในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถแจ้งได้หรือแจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการน้อยกว่า 30 วันจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
หากลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้าง หรือวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการโดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยปกติที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย
2. กรณีนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะมีการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ เนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง นายจ้าง ต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
หากนายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน นอกจากลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
กรณีลูกจ้างทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติอีกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงานครบ 1 ปีหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 15 วันสุดท้ายต่อการทำงานครบ 1 ปีสำหรับลูกจ้างตามผลงาน ทั้งนี้ค่าชดเชยพิเศษดังกล่าวรวมกันแล้วจะไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 360 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างตามผลงาน
กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบ 1 ปีถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี
10. หลักฐานเกี่ยวกับการทำงาน
นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเอกสารดังต่อไปนี้
1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก วันหยุด และหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด วันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ
การร้องทุกข์อย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตและความหมายของข้อร้องทุกข์วิธีการและขั้นตอนการร้องทุกข์การสอบสวนและพิจารณาข้อ ร้องทุกข์กระบวนการยุติข้อร้องทุกข์และความคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง
2. ทะเบียนลูกจ้างเป็นภาษาไทย ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการเกี่ยวกับชื่อตัวและชื่อสกุล เพศ สัญชาติวันเดือนปีเกิดหรืออายุ ที่อยู่ปัจจุบัน วันที่เริ่มจ้าง ตำแหน่งหรืองานในหน้าที่ อัตราค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง วันสิ้นสุดของการจ้าง
3. เอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการเกี่ยวกับวันและเวลาทำงาน ผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างตามผลงาน อัตราและจำนวนค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ซึ่งจะอยู่ในฉบับเดียวกันหรือจะแยกกันเป็นหลายฉบับก็ได้ ทั้งนี้หลักฐานการจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นถือเป็นเอกสารตามข้อนี้ด้วย
นายจ้างต้องเก็บรักษาทะเบียนลูกจ้างและเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างลูกจ้างแต่ละราย หรือนับแต่วันที่จ่ายเงินดังกล่าว เว้นแต่มีการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน
กรณีนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือมีข้อพิพาทแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์หรือมีการฟ้องคดีแรงงาน นายจ้างต้องเก็บรักษาไว้จนกว่าจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุด
4. แบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน
นายจ้างยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเดือนมกราคมของทุกปีหากข้อเท็จจริงที่แจ้งเปลี่ยนแปลงไปให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเดือนถัดจากที่มีการเปลี่ยนแปลง
11. อัตราโทษ
กรณีนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีโทษตามความหนักเบาของความผิด ตั้งแต่ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ถึงจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอบคณข้อมูลและรูปภาพ 

http://www.mol.go.th/employer/duty